2009/Sep/06

หลังจากตรากตรำเรียนๆ สอบๆ มาทั้งสัปดาห์ ถึงเวลาที่จะได้พักเสียที มันเหมือนกับสมัยนักเรียนที่รอว่าเมื่อไหร่จะเป็นวันเสาร์อาทิตย์ จะได้หยุดอยู่บ้าน ดูการ์ตูน หรือออกไปเที่ยวเล่น อิอิ สัปดาห์นี้เป็นการเดินทางที่ผมชอบมากที่สุด เพราะสถานที่ที่ผมจะได้ไปนั้นเป็นที่ทีจัดได้ว่าเป็นไฮไลท์ของการมาที่โอกินาว่าเลยก็ว่าได้ นั่นก็คือ Churaumi Aquarium เพราะว่า ที่นี่เป็นพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำระดับโลก ที่ผู้ชมสามารถใก5 ล้ชิดกับสัตว์น้ำได้แบบใกล้ชิดจริงๆ จุดเด่นของที่นี่คือ ตู้ปลาพลาสติกอะคลีลิคที่ใหญ่ที่สุดในโลกถึงกับได้ลง Guiness's Book ใหญ่ขนาดจุปลาฉลามวาฬ ปลากระเบนยักษ์ และปลาอื่นๆนัับ 80 ชนิดได้ในตู้เดียว สามารถเดินชมได้รอบตู้ และมองภาพใต้ทะเลผ่านกระจกกว้างแบบ Panorama ที่กว้าง 22.5 เมตร สูง 8.2 เมตร และมีความหนาถึง 2 ฟุตเลยทีเดียว นอกจากนี้จุดเด่นอีกอย่างก็คือประการังที่เลี้ยงไว้ในพิพิธภัณฑ์แห่งนี้นั้นเป็นประการังที่ยังมีชีวิตและขยายพันธ์ได้ ถือว่าเป็นระบบนิเวศที่น่าทึ้งสำหรับพิพิธภัณฑ์เลยครับ เอาหล่ะ เราได้ฟังน้ำจิ้มไปแล้ว เริ่มอยากรู้เรื่องราวการเดินทางของผมแล้วหล่ะสิครับ อิอิ Hajimemasho = Let's begin

 5 กันยายน 2552

เมฆที่ลอยต่ำคล้อยสายลมอ่อนๆ พอที่จะทำให้เห็นก้อนเมฆนั้นล่องลอยไหลไปบนท้องฟ้า ราวกับว่ามีซุนหงอคงกำลังขี่เมฆสีทองเคลือนที่ไป หรือก็เหมือนกับมีคนถ่ายวีดีโอที่ก้อนเมฆไว้จากนั้นก็กดปุ่ม FF เพื่อเร่งให้ก้อนเมฆเคลื่อนที่ไปอย่างรวดเร็ว เมฆฝนที่เมื่อกี้หอบพาความชุ่มฉ่ำจากสายฝนเพิ่งได้ลอยเคลื่อนหายไป แสงแดดยามสายๆก็ทอดแสงตามหลังออกมาพร้อมกับความหวังที่ผมจะได้เก็บภาพสวยๆกลับไปอวดใครต่อใคร

9.52 น. เวลาออกเดินทางทริปนี้เรียกว่า OIC Bus tour เป็นทัวร์ที่ทาง OIC จัดเพื่อผู้เข้าอบรมทุกคนที่มีความสนใจเพราะว่า Churaumi Aquarium นั้นอยู่เมือง Motobu-cho จากเมือง Urosoe ที่ผมพักก็ประมาณเกืบสองชั่วโมง รถบัสที่อัดแน่นด้วยผู้เข้าอบรมและเจ้าหน้าที่ที่ดูแลจำนวน 60 คนจากนานาประเทศ เก้าอี้เสริมพิเศษตรงกลางทางเดินถูกกางออกมาใช้งาน ผมและพี่อุได้นั่งอยู่แถวกลางๆคันเยื้องไปทางด้านหลังเล็กน้อย ผมได้หยิบเครื่องเล่น mp3 เปิดเพลงไทยแบ่งกับพี่อุฟังกันคนละหู เสียงพูดคุยภาษาต่างๆเซ็งแซ่กันอย่างไม่หยุดไม่ว่าจะเป็นภาษาอังกฤษ สเปนิช ตากาล็อก ฯลฯ พวกเขาคงกำลังมีความสุขและตื่นเต้นที่จะได้ไปเที่ยวกันกระมัง มีเพียงแต่เราสองคนที่ไม่ได้พูดคุยอะไรกันมาก นั่งรถกันมาหลับบ้างตื่นบ้างประมาณเกือบหนึ่งชั่วโมง เราก็มาถึงขอบทะเลถ้าเรานั่งรถตามทะเลนี่ไปเรื่อยๆก็จะถึงกับเป้าหมายที่เราจะไปกัน น้ำทะเลสองสีที่ใสพอที่จะอวดความงามของโขดหินอยู่เบื้องล่าง โดยมีฉากหลังเป็นภูเขาของชายหาดอีกด้าน และท้องฟ้าที่มีเมฆก้อนเล็กๆประปรายกระจายเต็มท้องฟ้า

11.10 น. เวลาดีที่เจ้าหน้าที่ได้แจ้งให้คนขับรถบัสจอดที่ซุปเปอร์มาร์เก็ตเพื่อซื้ออาหารกลางวันไปทานที่ aquarium เพราะราคาจะถูกกว่าไปกินข้างในนั้น จากนั้นก็ออกเดินทางต่ออีกไม่นานก็ถึงสถานที่เป้าหมายของเราแล้ว แต่จากที่จอดรถบัสนั้นต้องเดินไปค่อนข้างไกลสักหน่อยกว่าจะถึงทางเข้า เมื่อมาถึงหน้าทางเข้าก็ถ่ายรูปสัญลักษณ์ของที่นี่ที่เป็นรูปปั้นปลาวาฬสีเขียวอยู่บนแท่งปูนที่เหมือนกับชูปลาวาฬนี้ขึ้นเพื่อให้คนได้สังเกตเห็นได้ง่าย และเป็นเหมือนบอกผู้มาเยี่ยมชมว่าคุณได้มาถึงแล้ว เร็วๆ รีบเข้ามาเร็วๆสิ ผู้คนมากมายน่าจะมาจากทั่วสารทิศทำให้สถานที่แห่งนี้ดูเล็กไปเลย ไม่รอช้าผมงัดอาวุธที่เปลี่ยนฟิลเตอร์เป็น CPL อยู่แล้วเก็บภาพความงามของปลาวาฬสีเขียวพร้อมฉากหลังสีฟ้าเข้มมาฝาก และเมื่อเข้าไปด้านใน สิ่งแรกที่ทำคือทานข้าวเที่ยงกันในห้องสำหรับนั่งพัก เติมพลังก่อนไปดูตู้ปลายักษ์กัน

 หลังจากเติมพลังเรียบร้อยแล้วยังพอมีเวลาประมาณ 40 นาทีสำหรับเดินเข้าไปรีวิวใน aquarium รอบแรก ก่อนจะถึงเวลาโชว์ปลาโลมา ผมไปกับพี่อุ เอ็ดดี้และมากิ

พิพิธภัณฑ์แห่งนี้แบ่งเป็นสี่ชั้น
ชั้น 4F Invitation to the Great Sea
ชั้น 3F Journey to a Coral Reef
ชั้น 2F Journey to the "Kuroshio" (Black Current Sea)
ชั้น 1F Journey into the Deep Sea

ขณะนี้เราอยู่กันที่ชั้น 3F หลังจากผ่านเครื่องตรวจตั๋วเข้ามาด้านในก็ตื่นเต้นตั้งแต่จุดแรก พบกับซุ้มปลาดาว เขาเอาปลาดาวมาจัดแสดงพร้อมให้ผู้เยี่ยมชมสัมผัสปลาดาวได้อย่างเป็นๆ และเดินถัดมาจะเป็นไฮไลท์ของชั้นนี้คือตู้ปลาที่เขาเพาะเลี้ยงประการัง โดยที่ตู้ปลาที่นี่นั้นเน้นจำลองระบบนิเวศจริงๆ ประการังในตู้จึงยังมีชีวิตอยู่และมีการเพิ่มจำนวนอย่างต่อเนื่องอีกด้วย ตู้ประการังที่จัดแสดงนั้นทอดยาวออกไปหลายเมตรหันทิศทางไปทางประตูทางเข้า ทำให้ผู้ที่ต่อแถวตรวจตั๋วอยากจะรีบผ่านเข้ามายลเหลือเกิน ปลาขนาดเล็กมากมายว่ายเข้าๆออกๆในดงประการังหลากสีสรรที่พลิ้วไหวอย่างอิสระไร้ทิศทาง ดูแล้วเหมือนกับเด็กๆกำลังวิ่งเล่นอยู่ในสนามเด็กเล่นเลย

ตลอดทางเดินในชั้นนี้นั้นก็มีตู้ปลานั้นจัดแสดงตลอดทาง แสงแดดที่ด้านบนของตู้ปลาตลอดทางนั้นสาดส่องบนผิวน้ำเหมือนกับว่าติดตั้งสปอตไลท์ดวงใหญ่อยู่ด้านบนตู้ ในบางช่วงนั้นแสงแดดส่องลงมาทำให้น้ำในตู้นั้นเหมือนมีม่านบางๆอยู่อีกด้านของกระจก ฝูงปลาน้อยใหญ่ว่ายอวดสีสรรของตัวเองอยู่หลังผ้าม่านบางๆนี้ด้วย

 

ในตอนนี้ผู้อ่านคงจะรู้สึกเหมือนตนเองกำลังดำดิ่งลงไปในห้วงทะเลลึก ในตอนต่อไปจะเป็นไฮไลท์ของพิพิธภัณฑ์แห่งนี้แล้วนะครับ ติดตามต่อได้ที่นี่เร็วๆนี้ อิอิ

edit @ 6 Sep 2009 11:54:06 by foh9

2009/Aug/31

ความเดิมจากตอนที่แล้ว เผาเพื่อนในห้องเรียน ตอนที่ 1

หลังจากที่ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี จากคนที่ชอบเผาเพื่อน เหอๆ จนต้องรีบเขียนภาคสองอย่างด่วน
ตอนที่แล้วนั้นผมได้เผาเพื่อนไปสี่คน ได้แก่ การ์มา เทียระ มาร์เซล และ ริชาร์ด คราวนี้จะเผาคนที่นั่งแถวสองกันบ้าง มี 5 คน เพื่อไม่เป็นการเสียเวลามาดูต่อกันเลยดีกว่าครับ

5. กอร์รี่ ฉายาป้าไฟแรงสูง ป้ากอร์รี่เป็นสาวละตินชาวเอลสวาดอร์ ผมยาวหยักศกสีมะฮอกกานี สูงประมาณ 155 ซม. น้ำหนักไม่สามารถระบุได้แน่ชัด แต่รู้ว่าค่อนข้างอ้วนหน่อย ป้าแกอายุก็ไม่น่าจะน้อยแล้ว น่าจะราวๆ 45 มีลูกอายุ 15 และ 10 ปี ป้าแกพูดได้คล่องๆคือสเปนนิช แต่ภาษาอังกฤษนั้นเหมือนจะไม่ค่อยถนัดนัก เนื่องจากกิจกรรมขณะที่ป้าแกเรียนนั้นคือเปิดเว็บ google translate แปลเกือบทุกคำเป็นสเปนนิช บางทีตอนสอบก็ก็อปทั้งประโยคไปแปลด้วยก็มี ป้าแกน่าสงสารมาก เนื่องจากสอบครั้งแรกสุดนั้น ป้าแกเป็นคนเดียวที่สอบไม่ผ่านคือไม่ถึง 60% ผมกับพี่อุก็สงสารเลยไปช่วยบอกคำตอบของข้อสอบให้แกจำไปสอบ แกยังมีอีกหลายเหตุการณ์ที่น่าสงสาร เช่นพี่อุเล่าให้ฟังว่าแกคุยกับป้า ป้าแกบอกว่าไม่กล้าโทรกลับบ้าน มีแต่ส่งเมล์คุยกัน เพราะว่าลูกสาวชอบอ้อน จะทำให้แกร้องไห้ ดังนั้นแกจึงไม่ค่อยโทรศัพท์กลับบ้านเท่าไรนัก แต่ใครจะทราบว่าภายใต้เบื้องหลังเป็นคนที่น่าสงสารนี้ ยังแฝงไว้ด้วยความร้อนแรงดังสาวแรกรุ่น คือว่า วันนั้นผมเดินไปซังเอกับพี่อุ ขากลับเจอป้าแกเดินจูงมือกับคนศรีลังกาที่มาเรียนด้วย แต่คนละหลักสูตร (ตอนนั้นหน่ะมาถึงนี่ยังไม่ทันครบสองอาทิตย์เลย ป้าแกล่อแล้ว เดินจูงมือกัน อีกเดือนนึงไม่จูบปากกันเลยเหรอเนี่ย เหอๆ ไม่อยากคิดเลย) แต่จะว่าไปนะ ว่าสงสัยไอ้คนศรีลังกาจริงๆ ว่าสาวๆมันขาดแคลนนักเหรอไงเนี่ย (จริงๆ ที่มาเรียนก็ไม่มีเลยนะ T_T) ถึงไปเลือกป้าไฟแรงสูงนี่ได้ แล้วป้าแกนึกยังไงบอกกับพี่อุว่าคิดถึงลูก แต่..... เฮ้อ.... นี่แหล่ะครับ สาวละติน มักจะร้อนแรงรวดเร็วประดุจปานสายฟ้าฟาด น่ากลัวจริงๆ

6. โรเดล (ความหวังของแก๊งสเมิร์ฟ) เป็นหนุ่มชาวฟิลิปปินส์ อายุประมาณ 36 ปี เนื่องจากเพิ่งผ่านวันเกิดไปไม่นานนี้ และต้องยินดีด้วยกับลูกสาวที่เพิ่งลืมตาดูโลกก่อนหน้าวันเกิดของเขา 1 วัน (ถ้าจำไม่ผิดนะ) โรเดลตอนมาใหม่ๆ พี่บิ๊กตั้งให้เป็นความหวังใหม่ของชาวฟิลิปินส์ที่ OIC และถูกขนานนามว่าผู้ที่สูงที่สุดแห่งแก๊งสเมิร์ฟ เนื่องจากชาวฟิลิปินส์ที่มาก่อนนั้นแต่ละคนรูปร่างแคระแกลนทั้งนั้น เลยถูกพี่บิ๊กกับพี่น้องตั้งให้เป็นแก๊งสเมิร์ฟ แต่โรเดลที่่มาหลังและสูงที่สุดนั้น สูงไม่ถึง 170 ซ.ม. เท่านั้น เหอๆ แล้วลองคิดดูเอานะครับว่าโรเดลสูงที่สุดแล้ว แล้วคนอื่นๆในแก๊งนี้จะสูงเท่าไหร่ เหอๆ อย่างไรก็ตามโรเดลนั้นนิสัยดีจึงไม่ค่อยมีอะไรให้เผามากเท่าไรนัก ฮ่าๆๆ (รอดไปนะเมิง)

7. ไหม ชื่อเหมือนคนไทย แต่เธอคือคนฟิลิปินส์ ไหมในภาษาตากาล็อค แปลว่าเล็ก (เธอบอกมาหน่ะครับ) ดังนั้นให้สมกับชื่อเธอหน่อยนั้น เธอจึงสูงเพียง 145 ซ.ม. เธออายุ 31 ปีแล้วเธอเพิ่งแต่งงานก่อนมาที่โอกินาว่าด้วยครับ ไหมนั้นมักจะถูกไอ้ภูมันแกล้งบ่อยๆ (ก้อย่างว่าแหล่ะ มันแกล้งผู้ชายไม่ได้ นอกจากไอ้เวียต) โดยไหมมีชื่อเล่นอีกชื่อว่า Chotto (แปลว่า นิดหน่อย ในภาษาญี่ปุ่น) ไหมจะชอบชวนพี่อุไปไหนมาไหนด้วยในบางครั้ง ดังนั้นเอาไว้ให้พี่อุเล่าเรื่องของไหมมากกว่านี้หน่อย จะมาเผาต่อนะครับ อิอิ

8. ฟรานซิส เนื่องด้วยคนญี่ปุ่นเขียนชื่อเป็นภาษาญี่ปุ่นไม่ได้ จึงเปลี่ยนเป็นชื่อ ฟรังโก้ จากคำบอกเล่าของพี่บิ๊ก ไอ้เพื่อนชาวรวันดาคนนี้มันน่าจะอายุแค่ 26 ปี ตัวใหญ่ หนัก 104 กิโลกรัม สูงน่าจะพอๆกับผม ฟรังโก้ ตัวมันดำที่สุดในห้องแล้ว แต่ยังดีกว่าไอ้แคมเมอรูนสองคนนั้น เพราะมันไม่มีกลิ่นตัว ฮ่าๆๆ ฟรังโก้มันตัวดำมากจริงๆนะครับ เวลามันยิ้มเห็นฟันชัดเจนมาก แล้วใต้ตามันจะมีความต่างของสีผิวมัน ผมก็เรียกไม่ถูกนะครับว่าเรียกยังไง แต่มันเหมือนสีผิวของมันลอกเลย ฮ่าๆๆ ฟรังโก้จะมีลักษณะเด่นอีกอย่างคือมันชอบใส่เสื้อสีที่คนไทยทั่วๆไปไม่กล้าใส่ (ยกเว้นผม) เนื่องจากว่าสีเสื้อนั้นได้แก่ สีเขียวสะท้อนแสง สีส้ม สีแดง หรือสีอะไรก็ได้ที่ฉูดฉาดมากๆ ยิ่งมันใส่สีส้มนะ ซึ่งผมว่ามันสดมากเลยนะ แต่ว่ามันใส่แล้วสีเสื้อหมองไปเลย เพราะสีผิวมันดึงลง นอกจากนี้ตอนผมเจอมันครั้งแรกนะครับ มันเป็นเหมือนความหวังที่จะทำให้ผมมีเพื่อนเล่นบาส แต่ว่ามันก็เล่นไม่ค่อยเป็น เพราะมันชอบเตะบอล (เฮ้อ.. จะหาเพื่อนเล่นบาสด้วยได้มั้ยเนี่ย) อย่างไรก็ตามเพื่อนชาวรวันดาคนนี้นิสัยดีครับ อารมณ์ดี ยิ้มตลอดเวลา ขนาดดาร์ลี่ยังอายครับ ฮ่าๆๆ ละไว้ในฐานที่เข้าใจนะครับบบบบ

9. เอ็ดดี้ เพื่อนชาวรวันดาอีกคน อายุ 31 ปี เอ็ดดี้ดูเป็นผู้ใหญ่กว่าฟรังโก้เยอะ (เพราะมันแก่กว่านี่หว่า) เอ็ดดี้นั้นมีเสียงที่ใหญ่ เวลาพูดนั้นน้ำเสียงของมันเหมือนอาฉีเสียงหล่อเลยครับ เอ็ดดี้ตอนแรกที่เจอมันกับฟรังโก้ก็คิดว่ามันเล่นบาสเป็นเหมือนกัน เลยชวนมันไปเล่นด้วยกันเลย พอเห็นท่าชูตเท่านั้นแหล่ะ รู้เลยว่าเล่นไม่เป็น เหอๆ แต่ก็นะ เอ็ดดี้มันชอบชวนผมไปเล่นบาส อิอิ ยังดีที่มีเพื่อนเล่นเน๊อะ เอ็ดดี้ผิวนั้นไม่ดำเท่ากับฟรังโก้ และมันก็ยังชอบเตะฟุตบอลด้วย ฮ่าๆๆ ห้องผมส่วนใหญ่ชอบเตะบอลอ่ะ ยกเว้นผมที่ชอบเล่นบาส เหอๆ เอ็ดดี้มันนิสัยดีบ้าจี้เหมือนกับฟรังโก้

อิอิ ผ่านไปแล้วนะครับอีก 5 คน ฮ่าๆๆ เพื่อนร่วมชั้น ตอนหน้าจะเป็นตอนจบของตอนเผาเพื่อนแล้วนะครับ ทำเหมือนหนังไตรภาค อิอิ เหลืออีก 4 คน แต่คงเผาได้แค่สอง เพราะอีกสองคนนั้นคือผมกับพี่อุ ฮ่าๆๆ

 

2009/Aug/29

หลังจากผ่านไป 24 ชั่วโมงเป๊ะ ที่ลาจากพี่น้องและพี่บิ๊ก ผมกับพี่อุก็เริ่มออกเดินทางเพื่อเก็บเกี่ยวประสบการณ์ใหม่ๆกันต่อไปในโอกินาว่าอีกสี่เดือนที่เหลือ เป้าหมายของวันนี้คือพิพิธภัณฑ์โอกินาว่า ซึ่งถือว่าเป็นการเดินทางท่องเที่ยวในโอกินาว่าครั้งแรกที่ไม่มีพี่บิ๊กกับพี่น้องนำทัวร์

วันที่ 29 สิงหาคม 2552

คณะทัวร์ในวันนี้มีผมเป็นแกนนำ และมีผู้ติดตามได้ พี่อุ และ อัลมากิ (เพื่อนร่วมชั้นมาจากซาอุดิอาระเบีย ซึ่งผมยังไม่ได้เผาให้ฟัง อิอิ) คณะทัวร์ทั้งสามออกจาก OIC เวลา 09.30 น. เราก็เดินออกมาออกมาทางสุสานที่อยู่ข้างกับอาคารหอพัก OIC เดินตัดมาเรื่อยๆ ท่ามกลางความร้อนของแสงแดดแห่งโอกินาว่า ที่ผมกลัวมาก กลัวจะทำให้ผิวอันบอบบางบนชั้นไขมันจะไหม้เกรียมเหมือนแผงหมูกรอบที่แขวนไว้หน้าร้านขายข้าวหมูแดงหมูกรอบ เดินมาประมาณ 45 นาที ก็มาถึงสถานีรถไฟฟ้าที่ใกล้ที่สุดชื่อสถานี Gibo (คิดดูเองว่าบ้านนอกขนาดไหน แต่สงสัยว่าทำไมวันนี้มันอยู่ไกลกว่าเดิมหว่าาา) พอได้หลบแดดแล้วเราก็ขึ้นรถไฟฟ้าไปสถานี Oromomachi ซึ่งอยู่ถัดไปอีกสามสถานี พอมาถึงที่สถานี้ผมก็อดที่จะหยิบอาวุธคู่กายพร้อมเปลี่ยนเป็นฟิลเตอร์ CPL ทันที แล้วส่องสักรูปสองรูปเพื่อเป็นการอุ่นเครื่องเล็กน้อย เนื่องจากวันนี้เป็นวันที่ท้องฟ้าแจ่มใสมาก เหมาะกับการถ่ายรูปเป็นอย่างยิ่ง เพราะนอกจากท้องฟ้าจะใสแล้วยังมีเมฆเป็นก้อนๆ ให้พอหยิบเลือกมาประกอบท้องฟ้าในฉาก แต่หากมองผ่านเลนส์ที่ใส่ฟิลเตอร์ CPL ด้วยแล้ว จะเห็นริ้วของก้อนเมฆเป็นเส้นขีดๆ กระจายอยู่ทั่วท้องฟ้า ราวกับว่ามีเด็กมือบอนเอาสีขาวพ่นริ้วขีดตามกำแพงต่างๆ ดูแล้วก็ช่างงามตาเหลือเกิน

หลังจากออกจากสถานี ก็เดินต่อไปอีกผ่านห้างปลอดภาษีที่ใหญ่ชื่่อ DFS แต่นั่นไม่ใช่จุดมุ่งหมายของเรา เดินต่อไปอีกท่ามกลางแดดที่ความแรงขนาดจะปิ้งเนื้อสุกได้ แสงแดดที่สาดมาจากทางด้านหลังของเรา ทำให้เรารู้สึกถึงความทรมานจากการที่ต้องรับความร้อนจากแสงแดดที่กำลังแผดเผาหลังของเราอยู่ เดินผ่านมาสองบล็อก ประมาณ 15 นาที เราก็จะพบกับอาคารรูปทรงประหลาดสีขาว ซึ่งหากจินตนาการดูนั้นเหมือนเป็นซากอารยธรรมชั้นสูงที่ถูกค้นพบใหม่กลางใจเมือง นั่นก็คืออาคารพิพิธภัณฑ์โอกินาว่า หรือ Okinawa Perfectural Museum 

พอเข้ามาด้านในจะพบกับความอลังการ เพราะในนั้นมีงานแสดงนิทรรศการทั้งเป็นงานแสดงหลัก (Permanent Exhibition) และงานแสดงศิลปกรรม (Art Museum) แต่ผมและคณะลูกทัวร์ตกลงกันว่าจะดูเฉพาะงานแสดงหลักเท่านั้น เนื่องจากค่าเข้าชมงานแสดงศิลปะค่อนข้างแพง และก็ผลงานไม่รู้จักด้วย ก็เลยเสียแค่ 400 เยนสำหรับค่าเข้า จากนั้นก็ไปยืม ipod สำหรับการอธิบายภายในงานแสดงนี้ มีให้เลือกหลายภาษา ยกเว้นภาษาไทย T_T หลังจากเตรียมตัวเสร็จแล้วก็เดินหน้ามุ่งเข้าสู่งานแสดงหลักกันเลย

ในงานแสดงหลักนี้จะแสดงเกี่ยวกับโอกินาว่า ตั้งแต่ยุคดึกดำบรรพ์ วัฒนธรรม การเมือง ประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ รวมทั้งศิลปะ ทั้งที่เป็นแบบงานปติมากรรม งานจิตรกรรม หรือเครื่องแต่งกายต่างๆ ล้วนดูแล้วระรานตา ที่พิพิธภัณฑ์แห่งนี้นั้นจัดแสดงสิ่งต่างๆโดยแบ่งเป็นโซนต่างๆ ทั้งหมด 6 โซน ซึ่งบางโซนอนุญาตให้ถ่ายรูปได้ ดังนั้นผมจึงต้องขออภัยไว้ก่อนถ้าหากว่าไม่มีภาพในบางโซนมาให้ได้ยลกัน โอเคหล่ะ ตอนนี้เรามาเดินเข้าไปชมงานแสดงข้างในด้วยกันทีละโซนเลยดีกว่า

1. General Exhibition Hall จัดแสดงเป็นห้องโถงใหญ่ที่สุด เมื่อเทียบกับโซนต่างๆ ในโซนนี้จะแสดงเรื่องราวทั่วๆไป ของโอกินาว่าตั้งแต่เรื่องลักษณะภูมิประเทศของที่นี่ สิ่งของต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นภาพวาดที่บ่งบอกเรื่องราวของคนที่นี่ เรือจำลองของเรือที่ใช้ติดต่อค้าขายในในสมัยโบราณ ชุดแต่งกายประจำชาติของอาณาจักรริวกิว แต่ที่ผมให้ความสนใจมากที่สุดในห้องนี้ก็คือสินค้าหรือของใช้ต่างๆของทหารอเมริกันที่มาบุกยึดเกาะโอกินาว่า สำหรับที่นี่แล้วมันเป็นเหมือนความเจ็บช้ำ เคียดแค้น ชิงชัง สังเกตได้จากภาพถ่ายที่ถูกแสดงในงานนี้พร้อมกับคำเขียนที่บอกประมาณว่า โอกินาว่าภายใต้กฎหมายอเมริกัน สิ่งของเครื่องใช้ต่างๆก็จะมีรูปธงอเมริกันอยู่ (หลายๆคนคงทราบอยู่แล้วว่าคนญี่ปุ่นนั้นเกลียดอเมริกันขนาดไหน) หรือแม้แต่จะเป็นการเข้ามาของดนตรีร็อค บุหรี่ ฯลฯ ก็ถูกจัดแสดงในโซนนี้ด้วย และเมื่อดูภาพต่างๆก็พอจะรู้สึกถึงความที่คนที่นี่ต้องอดทนต่อการกดขี่ข่มเหงของทหารอเมริกัน (ทั้งหมดเป็นความเห็นส่วนตัวของผมนะครับ ไม่เกี่ยวข้องกับองค์กรหรือหน่วยงานใด เอิ๊กๆ)

 2. Natural History Gallery จัดแสดงถึงสิ่งมีชีวิตต่างๆบนเกาะแห่งนี้ ไม่ว่าจะเป็นฟอสซิลของไดโนเสาร์ เปลือกหอยต่างๆ นก สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม ต้นไม้ หินต่างๆตามพื้นในเกาะ  หรือแม้กระทั่งลักษณะของคนยุคดึกดำบรรพ์ ฯลฯ อิอิ แต่ที่ชอบคือมีจอ LCD ประจำจุดต่างๆ เพื่อใช้อธิบายความเป็นมาของสิ่งมีชีวิตเหล่านี้ด้วย ผมไม่แน่ใจว่าที่เมืองไทยมีแล้วหรือยัง เด๋วกลับไปต้องไปดูบ้างแล้วอ่ะ เล็งมานานแล้วแต่ไม่ค่อยได้ว่างไปเลยที่กรุงเทพ อิอิ

 

3. เมื่อเดินมาจากห้องที่แล้วก็จะมาพบกับห้อง Archaeology Gallery ในห้องนี้จะได้เรียนรู้ถึงชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนในสมัยโบราณ สิ่งของเครื่องใช้ เครื่องปั้นดินเผา ในโซนนี้ทำให้นึกถึงหม้อบ้านเชียง เอิ๊กๆๆ หรือตามที่ต่างๆที่ขุดพบเครื่องใช้โบราณ เหตุผลหน่ะเหรอครับ ก็เพราะว่าหม้อไหที่ขุดพบที่นี้นั้นลักษณะเหมือนกับที่ผมเคยเห็นที่เมืองไทยเลยครับ อาจจะเป็นเพราะอิทธิพลของศิลปะของจีนนั้นกระจายไปทั่วทุกพื้นที่ในแถบภูมิภาคนี้ก็เป็นได้ และจุดที่ผมประทับใจมากที่สุดก็คือ จุดที่แสดงภาพส่องกล้องจุลทรรศน์ของแมลง มันเป็นเหมือนความผสมผสานความเป็นไฮเทคโลยี วิทยาศาสตร์ และศิลปะ ได้อย่างลงตัว

 

4. Arts and Crafts Gallery ในโซนนี้นั้นจะแสดงถึงความงดงามทางศิลปวิทยาที่ถูกบรรจงแต่งแต้มวาดลวดลายตามสิ่งของต่างๆ ออกมาอวดผู้พบเห็น ไม่ว่าจะเป็นความวิจิตรของลายผ้าถักทอบนผ้าสำหรับตัดชุดแต่งกายของชาวริวกิว ภาพวาด งานถักทอต่างๆ หรือแม้กระทั่งของเล่นเองก็ตาม

5. History Gallery จัดแสดงวัสดุต่างๆ ตั้งแต่สมัยที่ยังเป็นอาณาจักรริวกิวจนมาถึงยุคใหม่ การเฝ้ามองมรดกตกทอดจากบรรพบุรุษรุ่นสู่รุ่น ช่างเป็นสิ่งที่น่าหลงใหลในการศึกษาประวัติศาสตร์ของโอกินาว่าอย่างยิ่ง

6. Folklore Gallery มาถึงห้องสุดท้ายกันแล้วนะครับ สิ่งของพื้นเมืองต่างๆมากมายถูกถ่ายทอดมาตั้งแต่ก่อนยุคของสงครามที่เต็มไปด้วยความเสียใจของผู้คนที่นี่ แต่สิ่งที่ถูกจัดว่าเป็นนวัตกรรมสมัยนั้นยังคงมีชีวิตอยู่และถูกจัดให้แสดงถึงภูมิปัญญาของชนรุ่นก่อนอยู่ในโซนนี้ต่อไป

มาถึงตอนนี้เราก็เดินครบทุกห้องทุกจุดในห้องแสดงงานหลักแล้วนะครับ จากนั้นคณะลูกทัวร์ทั้งสามก็ได้สักสองเหนื่อยในการศึกษาความเป็นมาของประวัติศาสตร์ของโอกินาว่าแห่งนี้ ก็นั่งพักสักครู่เตรียมสภาพร่างกายไปเที่ยวต่อ อิอิ คราวนี้เราออกมาทางประตูอีกด้านนึง ถ่ายภาพเล็กน้อยพอเป็นพิธี แล้วเราก็ข้ามถนนไปซังเอ (San-A Naha Main Place) ซึ่งเป็นห้างค่อนข้างใหญ่ (แต่อย่าให้เอาไปเปรียบกับกรุงเทพเลยนะครับ ที่บ้านเราใหญ่กว่าเยอะ) และก็ไปกินข้าวเที่ยง ซึ่งมีผมกับพี่อุเท่านั้น เนื่องจากอัลมาคินั้นทานไม่ได้ เพราะถือศีลอด น่าสงสารจริงๆ ไม่ได้กินข้าวไม่ได้กินน้ำ แถมต้องมาโดนผมทรมานอีกด้วย ฮ่าๆๆ แล้วก็เดินชอปปิ้งกันนิดหน่อย งวดนี้ได้ของที่อยากได้มานานแล้ว นั่นก็คือเสื้อกันยูวี ฮ่าๆๆ สอยมาเลย 1580 เยน จะได้ไม่ดำ ยอมลงทุน หลังจากที่เราทำภารกิจเสร็จก็ประมาณ 14.30 น. ก็เดินไปขึ้นรถไฟกลับ OIC เช่นเดิมเมื่อถึงสถานี Gibo ตอนบ่ายสามนิดๆ ก็ต้องเดินตากแดดกลับ OIC แต่ไม่กลัวแล้ว เนื่องจากผมมีเสื้อกันยูวี ฮ่าๆๆ 

วันนี้ก็เป็นอีกวันที่เหนื่อยเหมือนกัน ก็มีแอบคิดถึงพี่บิ๊กกับพี่น้องบ้าง เข้าใจความรู้สึกของคนที่ไปเรียนต่างประเทศคนเดียวเลย แล้วต่อไปผมอยากเรียนดร.ต่อ ผมจะไปเรียนไหวไหมเนี่ย เฮ้อ.... ก้าวเล็กๆของเราในวันนี้ มันจะส่งให้เราสามารถก้าวที่ใหญ่ได้ สู้ๆ 

ภาพถูกจัดแสดงไว้ที่  http://foh9.multiply.com/photos/album/85/20090829_Okinawa_perfectural_Museum

อ่านข้อมูลเพิ่มเติมของพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ได้ที่ http://www.museums.pref.okinawa.jp/english/museum/exhibitions/index.html

edit @ 30 Aug 2009 09:51:13 by foh9

2009/Aug/28

ผมใช้ชีวิตที่โอกินาว่าได้สองอาทิตย์เศษๆแล้ว ได้รับประสบการณ์ใหม่ๆมากมาย ได้รู้จักเพื่อนใหม่ ได้เห็นโลกในอีกมุมที่ต่างไปจากที่เคยมอง ได้เห็นความมีน้ำใจ โอบอ้อมอารีของคนที่นี่ และที่สำคัญที่สุดเลยคือมิตรภาพระหว่างกลุ่มคนไทยที่อยู่ที่ OIC แห่งนี้ จากบล็อกของวันก่อนๆ ผมเคยพูดถึงมาบ้างแล้ว ซึ่งก็มีพี่บิ๊ก (หัวโจกนำขบวนฮา) พี่น้อง (คอยดูแล จัดการเรื่องต่างๆ) พี่อุ (เป็นผู้ติดตามที่ดี) ส่วนผม (จอมมั่วประจำ) ตลอดเวลาสองอาทิตย์ที่ผ่านมาพี่บิ๊กและพี่น้องได้ถ่ายทอดประสบการณ์ทั้งหมดที่เขารวบรวมมาขณะใช้ชีวิตอยู่ที่นี่แก่ผมและพี่อุไม่ว่าจะเป็นสถานที่สำคัญๆต่างๆ ผู้คนหรือเจ้าหน้าที่ที่จะขอความช่วยเหลือได้ ข้อห้ามหรือข้อควรระวัง หรือแม้กระทั่งภาษาโอกินาว่าที่ผมได้รับการถ่ายทอดตรงจากพี่บิ๊ก ผมใช้กับคนพื้นเมืองที่นี่ ถือว่าได้ผลมากเลยครับ เขาตื่นเต้นกันใหญ่ที่ผมรู้จักภาษาของเขา ฮ่าๆๆ (ของเขาดีจริงๆ)

พี่บิ๊ก เป็นคนรูปร่างอวบนิดๆ สูงประมาณ 175 ซม. ผมหยักศก ผิวคล้ำนิดๆ ชอบฮา เล่นมุขกระจาย แต่ชีวิตนี้แกจะขาดไม่ได้อยู่อย่างเดียว คือ "เบียร์" เบียร์ยี่ห้อไหน รสชาติเป็นไง หรือร้านไหนขายเบียร์ถูกหรือแพง ถ้ามีโปรโมชั่นราคาถูก แกก็รู้เช่นกัน เปรียบกับว่าเป็นแฟนพันธุ์แท้เบียร์โอกินาว่าเลยก็ว่าได้ 

พี่น้อง พี่สาวคนนี้สูงประมาณเกือบๆ 170 ซม.ได้ ผมยาวหยักศก เวลาไปไหน แกจะเป็นคนคอยจัดการการเดินทาง หรือวางแผนเที่ยวให้เรา รวมทั้งคำแนะนำต่างๆ พี่น้องจะมีสิ่งนึงที่ผมประทับใจคือ เวลาที่ผมเล่าเรื่องอะไรก็ตาม พี่น้องมักจะนั่งฟังอย่างตั้งใจเสมอ ไม่ว่าผมจะเล่ารู้เรื่องหรือไม่ก็ตาม ซึ่งผมเองก็รู้นะครับ ว่าผมหน่ะส่วนใหญ่จะเล่าเรื่องไม่ค่อยรู้เรื่อง แต่พี่น้องเองก็ตั้งใจฟังทุกครั้ง ฮ่าๆๆ

เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2552 เวลาประมาณ 13.30 น. ตามเวลาท้องถิ่น ผมและพี่อุได้เดินทางมาถึง OIC และเป็นช่วงเวลาที่ผมได้รู้จักกับพี่บิ๊ก เนื่องจากพี่บิ๊กได้ข่าวมาว่าจะมีคนไทยมาวันนี้ ดังนั้นจึงมาดักรอ และคำพูดแรกที่พี่บิ๊กเอ่ยนั้นมันยังติดตรึงใจผมอยู่จนวันนี้ เสียงที่ใหญ่ออกหล่อนิดๆ พูดด้วยน้ำเสียงที่เปี่ยมไปด้วยความปลื้มปิติยินดีที่ได้เจอผม "เฮ้... น้องคนไทยใช่มั้ย" ผมกับพี่อุก็ถึงกับอึ้ง เพราะช่วงที่เราคุยกันก่อนจะเดินทางมานี้ ก็คิดว่าจะต้องช่วยกันเพราะอาจจะเป็นคนไทยสองคนที่นี่ก้ได้ แต่แล้วก็เหมือนสวรรค์ยังเมตตากับเราอยู่ ที่ทำให้ผมได้เจอกับพี่บิ๊กและพี่น้อง แล้วสิ่งต่างๆในหัวผมมันประมวณผลอย่างรวดเร็วและมากมาย เหมือนกับเครื่องคอมพิวเตอร์ที่พยายามอ่านข้อมูลจากฮาร์ดดิสก์ที่มีความเร็วสูงมาก จากนั้นไม่นานผมก็เริ่มตั้งสติได้ก็ยกมือไหว้พี่บิ๊กแล้วถามว่าพี่ชื่ออะไร มาเรียนที่นี่ใช่มั้ย พวกเราสนทนาทักทายกันนิดหน่อย พี่บิ๊กก็สอนวิธีการสั่งอาหารที่โรงอาหาร แล้วผมกับพี่อุก็ได้นั่งทานข้าวกับพี่บิ๊กที่โต๊ะประจำประเทศไทย (พี่บิ๊กบอกว่าโต๊ะตรงที่เรานั่งนั้นแต่ก่อนตอนช่วงที่คนไทยมาเยอะๆ ก็จะจับจองที่ตรงนี้ จนกลายเป็นที่ประจำไปแล้ว) ขณะทานอาหารกันพี่บิ๊กก็เล่าเรื่องต่างๆมากมาย และตอนเย็นวันนั้นหลังจากที่พี่ๆเขาเลิกเรียนกันก็นัดกันมาทานข้าวกันทั้งสี่คน ซึ่งพี่น้องที่ไม่ได้ทานข้าวเที่ยงกับเราก็มากันพร้อมหน้า ทำให้ครบขา (เตรียมแจกไพ่) เหอๆ ครบสมาชิก fantastic 4 หลังจากทานอาหารเย็นเสร็จเราก็เดินไปห้างซังเอ (San-A) กัน 

หลังจากวันนั้นที่เราใช้ชีวิตร่วมกันของคนไทยในโอกินาว่า ตั้งแต่เช้า 08.30 น.เราจะนัดกันที่ Front B เพื่อลงไปทานข้าวพร้อมกัน เที่ยงก็จะเจอกัน ส่วนตอนเย็นส่วนใหญ่ก็จะทานข้าวด้วยกัน แล้วจากนั้นก็จะออกไปไหนมาไหนเสมอ ทุกครั้งที่กินข้าว คำแนะนำ คำเตือนต่างๆ สำหรับการใช้ชีวิตที่นี่นั้นก็มักจะถูกพูดถึงอยู่เสมอ ซึ่งผมเองก็รับรู้ได้จากความรู้สึกว่าเหมือนพี่เขากำลังสอนน้องๆอยู่เลย หรืออาจเป้นเพราะผมนั้นมีแต่พี่ๆเสมอ ทำให้ผมรู้สึกอบอุ่นมากๆเวลาที่ได้คุยกับพี่ๆทั้งสอง

แม้ว่าจะเป็นเวลาเพียงแค่สองอาทิตย์ ถึงแม้ว่าจะไม่นาน แต่ความผูกพันธ์ของพวกเรานั้นรู้สึกยิ่งใหญ่เหลือเกินเหมือนรู้จักกันมานานแล้ว วันนี้เป็นวันที่เราต้องจากกัน วันนี้เรานัดทานข้าวเช้ากันตอน 7.30 น. ซึ่งเร็วกว่าทุกวัน รู้สึกหวิวๆเหมือนกันนะครับ เมื่อถึงวันที่ต้องจากกัน จากนั้นเวลา 9.20 น. รถตู้และรถเก๋งสีดำ เป็นรถที่มารับพี่ๆ พร้อมด้วยเพื่อนๆจากประเทศอื่นที่ต้องกลับกันวันนี้ รถเก๋งคันใหญ่สีดำเป็นรถที่พี่ๆเขาขึ้นกัน กระโปรงท้ายที่อัดแน่นด้วยกระเป๋าเดินทางใบใหญ่ พร้อมเป้อีกใบของพี่บิ๊ก ได้ถูกปิดฝาลงเสียงดังพอควร เพื่อนๆที่มาจากประเทศต่างๆ และเจ้าหน้าที่ก็มายืนส่งพี่ๆขึ้นรถ ไม่ว่าจะเป็นเทรุย่าซัง มิโดริซัง ฯลฯ ร่ำลากันจับมือร่ำลากันครบทุกคน ส่วนผมกับพี่อุมีอะไรหลายอย่างที่อยากจะเอ่ย แต่มันก็เหมือนมีน้ำท่วมที่ปากไม่รู้จะเอ่ยอะไร ก็ได้แต่ยกมือไหว้พี่ๆเขาพร้อมกับอวยพรให้เดินทางโดยปลอดภัย แล้วผมกลับเมืองไทยเมื่อไหร่ เราจะไปทานข้าวกัน แล้วผมจะจัดการเอาของฝากที่พี่บิ๊กฝากให้คนญี่ปุ่นให้ครบ แล้วก็ถามคุณจุนโกะเรื่องสมาคมโอกินาว่าในประเทศไทย นึกถึงช่วงเวลาที่ต้องร่ำลากันเมื่อเช้าแล้วก็ยากที่จะอดกลั้นน้ำตาไว้ได้ แต่ในเมื่อเราเลือกที่จะมาที่นี่เอง เราก็ต้องพร้อมที่ก้าวเดินต่อไป โดยมีจุดมุ่งหมายในการเรียนที่นี่ให้สำเร็จ แล้วกลับไปเจอพี่ๆเขาตามที่เราได้สัญญากันไว้

ตอนเที่ยงผมนั่งทานข้าวกับพี่อุ ก็ยังอดคิดถึงภาพพี่บิ๊กและพี่น้องนั่งอยู่ เล่าเรื่องราวๆต่างๆมากมายไม่ได้ ยอมรับเลยนะครับว่าก็เศร้าเหมือนกัน แต่ก็คิดว่าแป๊บเดียวก็สองอาทิตย์แล้ว อีกสักพักก็สี่เดือนแล้ว ไม่นานหรอก เด๋วก็จะได้เจอกันใหม่ 

ตอนที่ผมกำลังเขียนบล็อกนี้พี่บิ๊กกับพี่น้องคงกำลังอยู่บนเครื่องจากโอซาก้าไปกรุงเทพอยู่แน่ๆเลย ขอให้พี่ๆเดินทางโดยสวัสดิภาพนะครับ ผมสัญญานะครับว่าจะช่วยเหลือซึ่งกันและกัน และกลับไปจะไปทานข้าวด้วย 

สุดท้ายนี้ฝากกลอนไว้ แต่งช่วงที่กำลังคิดถึงเรื่องนี้ น่าจะถ่ายทอดความรู้สึกได้ดีกว่า 

แม้วันนี้เราจำต้องจากกัน
ช่างเป็นวันที่สุดแสนเศร้าหนา
แต่จากกันครั้งนี้แค่ชั่วครา
รอจนกว่าจะเจอกันอีกเอย

2009/Aug/25

เมื่อวันอาทิตย์ที่ 24 สิงหาคม 2552 ที่ผ่านมา ผมกับผู้ร่วมเดินทางขาประจำอีกสามคน (Fantastic 4) อันประกอบไปด้วย ผม พี่บิ๊ก พี่น้องและพี่อุ เป็นอาทิตย์สุดท้ายที่พี่บิ๊กกับพี่น้องจะไปเที่ยวกับผมและพี่อุที่โอกินาว่าแล้ว ใจหายเหมือนกัน ต่อไปก็จะเหลือคนไทยแค่สองคนที่นี่ คงจะคิดถึงพี่ๆแน่เลยครับ (เอาไว้ให้พี่เขากลับไปก่อนดีกว่า แล้วค่อยเม้าท์พี่เขา คริคริ) เริ่มออกเดินทางตอนบ่ายโมงครึ่งโดยประมาณ ด้วยแท๊กซี่ที่เรียกที่ Front B ซึ่งสถานที่ที่พวกเราจะไปในวันนี้คือสนามแสดงการเต้นเอสะ ที่ ชาตัง (Chatan) หรือรู้จักในชื่อของ อเมริกันวิลเลจ อยู่ไกลพอสมควร ค่าแท๊กซี่ประมาณ 2400 เยน เหอๆ ไม่อยากคำนวณเป็นเงินไทยเลย มาถึงก็ช่วงประมาณบ่ายสอง แดดกำลังสวยเลย ท้องฟ้าสีน้ำเงินเข้ม ใสๆ ไร้เมฆมาบัง แน่นอนครับ ว่าไม่รอช้า งัดอาวุธเปลี่ยนฟิลเตอร์เป็น CPL กดไปสักสองสามรูป พอเป็นกระสัย 

หลังจากถ่ายรูปนิดหน่อย พอให้กล้องได้รับแสงแดดของโอกินาว่าแล้ว ก็เข้าไปดูสินค้าในร้านขายของมือสองจากอเมริกา อ้อ... ผมลืมเล่าให้ฟังไปว่า แต่ก่อนโอกินาว่านั้นเป็นเกาะที่ทหารอเมริกันใช้เป็นฐานทัพสมัยสงครามโลกโน่นแหน่ะ เข้าไปเลือกดูแต่ก็ไม่ได้ซื้ออะไร จากนั้นเดินต่อไปอีกนิดหน่อยก็จะเจอ DIY เป็นร้านเหมือนขายของตกแต่งบ้าน เป็น request จากพี่บิ๊ก บอกว่าเรามาที่นี่แล้วยังไม่เคยเข้าเลย ขอเข้าไปหน่อย ก็เลยจัดให้ตามคำขอ เอิ๊กๆๆ แล้วผมก้ได้นาฬิกาเรือนใหม่ออกมาด้วย ราคา 2000 เยน (ประมาณ 700 บาท) เป็นนาฬิกาคาสิโอสายเหล็กแบบยืดได้ อิอิ จากนั้นเราก็ไปหาอะไรกินกันที่จัสโก้ ฮ่าๆๆ จะบอกว่าที่นี่จัสโก้เยอะมาก อารมณ์เหมือนเซ็นทรัลหรือโรบินสันบ้านเราอ่ะ แต่ว่าบ้านเราของขายและขนาดของห้างนั้นใหญ่กว่าเยอะมาก เหอๆ ผมก็เลยกินแมคโดนัล แถมช่วยพี่น้องและพี่อุกินทาโกะยากิ เกี๊ยวซ่า และราเมง ฮ่าๆๆ อิ่มมากกกกกกก รอจนประมาณสี่โมงกว่าๆ ถ่วงเวลากันให้แดดร่มลมตกสักหน่อย แต่ยังว่าที่นี่พระอาทิตย์ตกช้ามาก ก็ตัดสินใจตะลุยออกไปท้าทายแสงแดดด้วยครีมกันแดดของแต่ละคน หน้างานนั้นจะมีร้านขายของกินเล่น ของเล่น เหมือนงานโอท็อปบ้านเราเลยครับ 

ซื้อบัตรผ่านประตู 500 เยน เพื่อเข้ามาชมการแสดงเอสะ แน่นอนครับว่าบัตรราคานี้ก็ต้องกลางสนามตอนแดดร้อนๆ แต่คณะคาราวานฉิ่งฉับทัวร์ของเราไม่มีปัญหา พร้อมที่จะหลังลอกอีกครั้ง จับจองพื้นที่ที่ใกล้ๆพื้นที่แสดงให้มากที่สุด จากนั้นก็งัดอาวุธของแต่ละคนมาสอยรูป หรือวีดีโอกันตามอัธยาศัย ผมก็ล่อด้วย 70-200 มม.เลยครับ อิอิ ตั้งใจอยากได้ภาพแนวโคลสอัพ เมื่อการแสดงเริ่มขึ้น เสียงร้องว่า "อี้...ยา....ซา...ซะ" ดังขึ้นสลับกับเสียงเป่าปาก วี๊ดๆ พร้อมด้วยเสียงกลองโบราณเป็นจังหวะ ถูกขับกล่อมด้วยซันชิน(เครื่องดนตรีสามสาย)และเพลงสไตล์โอกินาว่า ริ้วขบวนที่ผู้ร่วมขบวนแต่งกายหลากหลายรูปแบบ ในขบวนส่วนใหญ่จะประกอบไปด้วยขบวนของกลองใหญ่มาเป็นชุดแรก จากนั้นก็เป็นกลองเล็กอีกชุดหนึ่ง ตามด้วยขบวนของสาวๆ ที่จะมาร้องรับประสานเสียง และที่จะขาดไม่ได้เลยเหมือนตัวตลกประจำขบวน ซึ่งจะแต่งตัวแตกต่างจากคนอื่น แต่งหน้าขาว ทาปากและแก้มสีแดง พร้อมกับถือพัดเดินแทรกไปตามจุดต่างๆของขบวน ดูแล้วคล้ายกับจะเป็นผู้นำขบวนหรือผู้ตรวจสอบขบวนก็ว่าได้

 

การแสดงเอสะนั้นมีหลากหลายรูปแบบมาก การแต่งกายก็แล้วแต่ทีมที่มาแสดง เพลงที่เลือกใช้ การจัดขบวน ฯลฯ ค่อนข้างจะฟรีสไตล์มาก บางทีมนั้นมีการจัดรูปแบบแบบต่อตัวก็มี หรือบางทีมไม่ใช้กลองเลย แต่ใช้การเป่าปากอย่างเดียว เป็นเสน่ห์ที่น่าหลงใหลอย่างมากเลยครับ ผมเองคนนึงที่ชื่นชอบการแสดงนี้มาต้ังแต่อยู่เมืองไทยแล้ว กล่าวคือตอนผมหาข้อมูลท่องเที่ยวโอกินาว่านั้น เปิดเจอเว็บไซต์นึงที่อยู่ดีๆก็มีเสียงร้องของการแสดงเอสะ ฟังแล้วดูน่าตื่นเต้นยังไงบอกไม่ถูก 

แต่..... เหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น เมื่อดูการแสดงอยู่ดีๆ ฝนเจ้ากรรมดันตกลงมาได้ หนีฝนกันทุลุกทุเลมาก จากนั้นพอฝนหยุดก็เลยเดินออกไปริมหาดดูพระอาทิตย์ตกดินกัน โดยเดินออกจากที่แสดงนั้นไม่ถึง 50 เมตร ฮ่าๆๆ ไปชักภาพร่วมกันเล็กน้อย

จากนั้นผมก็ไปจัสโก้อีกรอบกับพี่บิ๊กไปหาเครื่องดื่มมาทานกัน เพราะในงานอาหารและเครื่องดื่มแพงมาก แพงแบบราคาคูณสองเลย กลับมาอีกทีก็เกือบสามทุ่มแล้ว ซึ่งใกล้เวลาที่จะมีการแสดงดอกไม้ไฟที่นั่นด้วย อิอิ แน่นอนครับว่างานนี้ไม่พลาดที่ต้องเก็บภาพดอกไม้ไฟในญี่ปุ่นครั้งแรกในชีวิต แต่....ผมไม่ได้เอาขาตั้งกล้องมาจากเมืองไทย เพราะว่ามันหนักมาก ฮ่าๆๆ แต่ก็ใช้นวัตกรรมขวดชาเขียวหนุนใต้เลนส์ ซึ่งมันอาจจะเป็นความบังเอิญหรือโชคดีก็ได้ที่มันสามารถถ่ายรูปพลุได้พอดีมากเลย ก็ได้ภาพมาพอสมควร แต่ความรู้สึกที่ดูตอนนั้นนั้นคิดว่าอยากให้เธอมาดูอยู่ด้วยจัง มันคงจะมีความสุขมากเลย เพราะว่าพลุสวยมาก ว่าไปแล้วก็คิดถึงเธอจัง

นี่เป็นเพียงตัวอย่างรูปนะครับ ดูรูปเพิ่มเติมได้ที่ http://foh9.multiply.com/photos/album/84/